อนาคตโลกร้อน เย็นได้ด้วยเทคโนโลยีต้านโลกร้อน

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 มิถุนายน 2560


นักเทคโนโลยีเนคเทครีวิวความเคลื่อนไหวโลก หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศถอนตัวจาก “ข้อตกลงปารีส” พร้อมทั้งฝากความหวังไว้กับสารพัดเทคโนโลยีช่วยลดโลกร้อน ตั้งแต่บิ๊กดาต้า สมาร์ทโฟนจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือก

ข่าวใหญ่ระดับโลกเป็นไปตามคาดเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ผู้มีภาพลักษณ์ “ผู้นำ ขวางโลก” ผู้ชูนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” และ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ในช่วงหาเสียง ประกาศถอนตัวจาก “ข้อตกลงปารีส” ซึ่ง 197 ประเทศภาคี รวมทั้งสหรัฐ (ยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา) ร่วมลงนาม ที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ในปี 2558 ภายใต้ชื่อ “ค็อป 21” ตามกรอบอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มีเป้าหมายให้ชาติต่างๆ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนซึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกลงโดยสมัครใจ เพื่อต่อสู้ภาวะโลกร้อน

ถ่านหิน คาร์บอนไดออกไซด์ และโลกร้อน

NATIONAL GEOGRAPHIC ฉบับภาษาไทย วันที่ 19 เมษายน 2560


ถ่านหินกับ “คาร์บอนที่มองไม่เห็น”

 

เมื่อปี 2014 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือไอพีซีซี (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ได้เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเมินงบประมาณการปล่อยก๊าซออกมาด้วย นั่นคือปริมาณคาร์บอนรวมที่เราสามารถปล่อยสู่บรรยากาศโลกได้ หากไม่ต้องการให้อุณหภูมิสูงขึ้นเกินสององศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากถือเป็นหมุดหมายที่จะนำไปสู่หายนะร้ายแรง การประเมินนี้เริ่มนับจากศตวรรษที่สิบเก้าตอนที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มขยายวงออกไป ไอพีซีซีสรุปว่า ที่ผ่านมาเราปล่อยคาร์บอนออกมาเกินกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณคาร์บอนที่เรามีแล้ว และหากแนวโน้มในปัจจุบันยังดำเนินต่อไป เราจะปล่อยคาร์บอนส่วนที่เหลือจนเต็มเพดานในเวลาไม่ถึง 30 ปี

เปลี่ยนโลกด้วยมือเรา

NATIONAL GEOGRAPHIC ฉบับภาษาไทย วันที่ 11 เมษายน 2560



          เยอรมนีกำลังริเริ่มการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่เรียกว่า เอแนร์จีเวนเดอ (energiewende) หรือการปฏิวัติพลังงานที่บรรดานักวิทยาศาสตร์เห็นว่า สักวันหนึ่งทุกประเทศจำเป็นต้องทำเพื่อป้องกันหายนะจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในบรรดาชาติอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วยกัน เยอรมนีถือเป็นผู้นำในเรื่องนี้ เมื่อปีที่แล้ว การผลิตไฟฟ้าราวร้อยละ 27 ของเยอรมนีได้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลมและแสงอาทิตย์ เพิ่มขึ้นจากทศวรรษก่อนถึงสามเท่า การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นหลังภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะในญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ซึ่งทำให้นายกรัฐมนตรีอันเกลา แมร์เคิล ประกาศจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้ง 17 แห่งภายในปี 2022 จนถึงขณะนี้ เยอรมนีปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปแล้วเก้าแห่ง และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้สูงกว่าปริมาณที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งเก้าแห่งนั้นเคยผลิตได้เสียอีก